Searching...
Search across industries, solutions, products, events, and blogs
Try searching with different keywords
Stay updated with the latest news, insights, and tips through our blog.
การทำ cloud adoption ได้เปลี่ยนวิธีที่องค์กรสร้าง ขยาย และพัฒนานวัตกรรมอย่างสิ้นเชิง infrastructure สามารถ deploy ได้ภายในไม่กี่นาที application สามารถ update ได้ทันที และการทำงานร่วมกันสามารถขยายข้ามภูมิภาคได้โดยไม่มีข้อจำกัดทางกายภาพ อย่างไรก็ตาม เมื่อความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น ความซับซ้อนก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน cloud security challenges ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ technical misconfiguration เท่านั้น แต่ยังเกิดจาก visibility gap ความสับสนใน shared responsibility model และ environment ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ต่างจากระบบ on premises แบบดั้งเดิม cloud environment ถูกออกแบบให้มีความ dynamic โดย nature ของมันเอง asset ถูกสร้าง ปรับเปลี่ยน และยกเลิกใช้งานอยู่ตลอดเวลา ความคล่องตัวนี้สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้การรักษา security governance อย่างสม่ำเสมอทำได้ยากยิ่งขึ้น ปัญหา Visibility ใน Distributed Cloud Environment หนึ่งใน cloud security challenges ที่สำคัญที่สุดคือการรักษา visibility ที่ชัดเจนใน multi-cloud และ hybrid infrastructure หลายองค์กรใช้งาน cloud provider หลายราย ซึ่งแต่ละรายมี configuration, policy และ monitoring tool ที่แตกต่างกัน หากไม่มี centralized oversight ทีม security จะประสบปัญหาในการจัดทำ inventory ที่ถูกต้องของ workload, identity และ data flow การขาด visibility เพิ่มความเสี่ยงของ shadow IT, unmanaged asset และ configuration drift ที่ไม่มีใครสังเกตเห็น attacker มักใช้ประโยชน์จาก blind spot เหล่านี้ โดยมุ่งเป้าไปที่ storage bucket ที่ถูกมองข้าม, API ที่เปิดเผย หรือ development environment ที่ถูกลืม ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Shared Responsibility แม้ cloud provider จะดูแลความปลอดภัยของ infrastructure แต่ลูกค้ายังคงมีหน้าที่รับผิดชอบในการรักษาความปลอดภัยของ workload, configuration, identity และ data ของตนเอง ความเข้าใจผิดใน shared responsibility model เป็นสาเหตุสำคัญของช่องโหว่จำนวนมาก บางองค์กรเข้าใจว่า cloud security feature ที่มีมาให้ในระบบจะถูกเปิดใช้งานหรือ configure อย่างเหมาะสมโดยอัตโนมัติ แต่ในความเป็นจริง mismanaged access control, overly permissive role และ unsecured endpoint ยังคงเป็นสาเหตุหลักของ cloud-related breach การกำหนด accountability ที่ชัดเจนและ internal ownership ภายในองค์กรจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการลดความเสี่ยงนี้ ความซับซ้อนของ Identity และ Access เมื่อ cloud environment ขยายตัว identity ได้กลายเป็น perimeter รูปแบบใหม่ พนักงาน ผู้รับเหมา third-party vendor และ automated service ต่างต้องการ access ไปยัง cloud resource การจัดการ identity เหล่านี้ข้ามหลาย platform เพิ่มระดับความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ excessive privilege, dormant account และการบังคับใช้ least privilege ที่ไม่สม่ำเสมอ เป็นจุดอ่อนที่พบได้บ่อย เมื่อ credential ถูก compromise ใน cloud attacker สามารถ escalate privilege และเคลื่อนที่แบบ lateral movement ข้าม environment ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ถูกตรวจจับจาก perimeter defense แบบดั้งเดิม การปกป้อง Data บน Cloud
หลายองค์กรลงทุนอย่างมากใน cybersecurity framework, advanced tools และกลยุทธ์ระยะยาว แต่ถึงแม้จะมีการลงทุนเหล่านี้ การเกิด breach ก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่เสมอ และมักมีจุดเริ่มต้นจากช่องโหว่เล็ก ๆ ที่สามารถป้องกันได้ ซึ่งแฝงอยู่ในกระบวนการทำงานประจำวัน นี่คือจุดที่ daily cyber hygiene เข้ามามีบทบาทสำคัญ daily
เมื่อองค์กรเดินหน้าสู่การ digitize การดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง data ได้กลายเป็นหนึ่งใน business asset ที่มีมูลค่าสูงที่สุด ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลทางการเงิน intellectual property และข้อมูลด้านการดำเนินงาน ต่างถูกส่งผ่าน cloud platform, remote endpoint และ third-party
เมื่อขอบเขตของ network แบบดั้งเดิมค่อย ๆ เลือนหายไป zero trust security จึงกลายเป็นแนวทางที่มีโครงสร้างชัดเจนในการควบคุมการเข้าถึงและลด cyber risk การทำงานแบบ remote work, การใช้ cloud, การเชื่อมต่อกับ third-party และการเข้าถึงผ่าน mobile
การโจมตีแบบ phishing ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องที่สังเกตได้ง่ายเหมือนในอดีตอีกต่อไป จากเดิมที่มักเต็มไปด้วยไวยากรณ์ผิดพลาด ข้อความทั่วไป และลิงก์ที่ดูน่าสงสัย วันนี้ผู้โจมตีได้นำ AI มาใช้สร้างข้อความที่ดูเป็นธรรมชาติ ตรงบริบท และเร่งด่วนราวกับมาจากมนุษย์จริง ๆ ส่งผลให้ AI-powered phishing กลายเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่เติบโตเร็วที่สุดสำหรับทั้งบุคคลและองค์กร การเข้าใจรูปแบบการทำงานของการโจมตีเหล่านี้คือก้าวแรก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการรู้วิธีป้องกัน Cybersecurity tips
ในแต่ละวัน ผู้คนส่งข้อความ แชร์ไฟล์ และแลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญผ่านช่องทางออนไลน์อยู่ตลอดเวลา โดยแทบไม่ได้นึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ตั้งแต่การสนทนาส่วนตัวไปจนถึงการสื่อสารทางธุรกิจ ข้อมูลเหล่านี้ต้องเดินทางผ่าน network ที่ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป ความจริงข้อนี้จึงก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่า ข้อมูลจะยังคงเป็นส่วนตัวได้อย่างไรในขณะที่ถูกส่งผ่าน internet นี่คือจุดที่ end-to-end encryption มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง การทำความเข้าใจ end-to-end encryption ช่วยให้ทั้งบุคคลและองค์กรสามารถประเมินได้ดีขึ้นว่าข้อมูลของตนได้รับการปกป้องอย่างไร
Cyberattack ในปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการโจมตีทางเทคนิคเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หลายเหตุการณ์รั่วไหลของข้อมูลที่ประสบความสำเร็จ เริ่มต้นจากสิ่งที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังมาก นั่นคือ “เรื่องราวที่น่าเชื่อถือ” Pretexting ใน cybersecurity หมายถึงการโจมตีที่ threat actor สร้างสถานการณ์หรือ “pretext” ขึ้นมา เพื่อหลอกล่อให้บุคคลเปิดเผยข้อมูลสำคัญหรือมอบสิทธิ์การเข้าถึงให้ โดยไม่จำเป็นต้องเจาะระบบ แต่ใช้การเอาเปรียบความไว้วางใจของมนุษย์แทน เมื่อองค์กรเสริมความแข็งแกร่งให้กับการป้องกันด้านเทคนิคมากขึ้น ผู้โจมตีก็หันมาโฟกัสที่
Cybersecurity ได้ก้าวข้ามยุคของ basic firewall และ signature-based detection ไปแล้ว สำหรับผู้เชี่ยวชาญ ความท้าทายในปัจจุบันไม่ใช่การทำความเข้าใจ threat แต่คือการก้าวให้ทัน adversary ที่รวดเร็วกว่า ใช้ automation และปรับกลยุทธ์ได้อย่างชาญฉลาด เมื่อองค์กรนำ cloud-native architecture,
Cybersecurity มักฟังดูเป็นเรื่องน่ากลัว เต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคและระบบที่ซับซ้อนจนดูไกลตัวสำหรับผู้ที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่ในโลกที่เชื่อมต่อกันตลอดเวลาในปัจจุบัน cybersecurity ไม่ใช่แค่เรื่องของฝ่าย IT อีกต่อไป มันคือทักษะดิจิทัลพื้นฐานที่ทุกคนควรมี ตั้งแต่การใช้งาน email และ cloud applications ไปจนถึงการจัดการ online accounts และ business data